T さんのプロフィールZyanightフォトブログリストその他 ツール ヘルプ

Zyanight

outside spirit

T T

職業
所在地
好きなもの/好きなこと
Now Loading............
リスト

fish

 

fuji nikko and autumn

หายไปนานมาก เลยสำหรับการอัพเสปซ  เนื่องจากสภาวะขี้เกียจเข้าครอบงำช่วงนี้ตัวเองก็ไม่ค่อยมีเวลา ให้กับตัวเองเท่าไรนัก  วันธรรมดาก็ทำงาน วันหยุดก็เที่ยว พักผ่อน  ชีวิตก็มีความสุขไปเรื่อยเปื่อย
 
สำหรับเดือนนี้ ก็ไปเที่ยวมาสองที่นั้นก็คือ ที่นิกโก้  ที่นิกโก้นั้น  นับได้ว่าเป็นเมืองที่เป็นหน้าเป็นตาของญี่ปุ่นเลยทีเดียว  เพราะว่าเป็นมรดกโลก  สำหรับสิ่งก่อสร้างและวัฒนธรรมต่างๆ  ที่นิกโก้นั้นเป็นการวางรูปแบบก่อนที่จะมาพัฒนาเมืองที่โตเกียว   
 
และที่นิกโก้เองนั้น ก็แบ่งออกเป็นสองส่วน คือส่วนใน ที่จะเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ โบราณสถานที่สวยงามและมีรายละเอียดแฝงปรัชญาตะวันออกอันลุ่มลึก  ส่วนนิกโก้ส่วนนอก ก็จะเป็นส่วนของธรรมชาติ ทะเลสาป น้ำตก ถ้ำเขา 
 
ส่วนก็ได้ไปสัมผัสความเป็นธรรมชาติและความสวยงามของสิ่งก่อสร้างที่นิกโก้แล้ว  ก็ถือได้ว่า เป็นอีกเมืองหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว
 
 
อาทิตย์ต่อมาหลังจากนิกโก้  ก็ไปต่อด้วยการปีนฟูจิซาน  ซึ่งถือว่าเป็นอีกทริปที่มาถึงญี่ปุ่นแล้วก็ต้องไปให้ได้  และแน่นอนประสบความสำเร็จ ไม่เพียงแต่ความตั้งใจเท่านั้น โชคชะตาฟ้าดินก็เป็นใจ ดลบันดาลสภาพอากาศ และเงินเดือนให้ออกไปเที่ยวได้อย่างไม่มีอุปสรรค์
 
ความลำบากทั้งหลายในชีวิตของเรานั้นก็ไม่ต่างจากการปีนภูเขา  ซึ่งคงต้องค่อย ๆ ไต่ ค่อย ๆ ปีน ค่อยๆ  พัก  ล้มลุกขลุกคลาน แต่ว่าสองข้างทางก็สวยงาม ยิ่งสูงยิ่งหนาว  แต่เมื่อพยายาม หนทางก็ไม่ไกล 
 
ทริปนี้เป็นอีกทริปที่จะอยู่ในความทรงจำ เพราะว่ามันลำบากมากๆ  เหนื่อย 
 
เหอ  ช่วงนี้ไม่ค่อยอยากเขียนไรมาก  ส่วนใหญ่ไปเล่น ไฮไฟ แทน  เพื่อน อย่าว่ากัน
นะครับ

อำลาหน้าหนาว ที่โอไดบะ พร้อมพบปะเพื่อนพ้อง ที่มิซาโนะกุจิ

   จริงว่าจะอัพนานแล้วหละ แต่เนื่องด้วย เอาแต่นอน  พอจะเข้าสเปซก็เดี้ยงซะงั้น   สถานที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นดินแดนที่คนมาถึงญี่ปุ่นแล้วต้องไปเที่ยวกันเลยที่เดียว  ไอ้ที่ที่ว่านั้นก็คือ  โอไดบะ สำหรับโอไดบะนั้นเป็นเกาะที่พี่ยุ่นเขาเอาขยะมาถมสร้างพื้นที่เพิ่มเติมขึ้นมา  ซึ่งอยู่บริเวณ สะพานแรนโบว์บบริจด์ ซึ่งทัศนียภาพที่จุดนี้ เรียกความโรแมนติกให้กับหนุ่มสาวชาวโตเกียวได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
   สำหรับการเดินทางนั้นก็ค่อนข้างสบาย ถ้าอยากนั่งโมโนแรล ก็ให้ลงเพื่อขึ้นโมโนเรลที่ ชิมบาชิ  ซึ่งค่ารถไฟนั้นก็ประมาณสามร้อยเยน  ที่สำคัญควรจะนั่งหัวหรือท้ายขบวนเพื่อดื่มด่ำบรรยากาศความงานสองข้างทาง เพราะตลอดทิวทัศน์ที่โมโนแรลเส้นนี้ผ่านไปนั้น สวยทีเดียว 
   ถ้าใครเคยมาแล้วอยากจะมาทางเส้นใต้ดิน ก็นั่งสายเจอา มาลงที่โอซากก็ได้ ไม่ว่ากัน   ประหยัดไปนิดหน่อย  เมื่อถึงโอไดบะก็มีหลาย ๆ จุดเลยที่แนะนำให้ไปชมกัน ไม่ว่าจุดชมวิวที่สามารถเห็นอ่าวโตเกียว และสะพานสายรุ้ง   ที่โรแมนติกไม่น้อย  ห้างร้านรวงต่างๆ  ที่เหมาะกับการเดินช๊อปปิ้ง  ร้านอาหารบนไอสแลนด์มอล ที่จำลองเกาะฮ่องกง  ร่วมถึงมัสเคิล ปาร์ค ที่ให้วัยมันส์เข้าไปทดสอบสมรรถนะทางร่างกายด้วยเกมประเภทต่างๆ  ซึ่งคนเยอะไม่น้อยเลยทีเดียว
    นอกจากนี้ ยังมีที่ทำการของฟูจิเทเลบิ ที่โดดเด่นด้วยตึกทรงประหลาดสีเงินตั้งตะหงานกระทบแสงอาทิตย์เป็นประกายอยู่บริเวณนั้น    ถัดไปหน่อยก็มีโชว์รูมโตโยต้า ที่นำทัพรถโตโยต้ารุ่นต่างๆ มาจัดโชว์พร้อมกับให้ทดลองขับกันอีกด้วย  ในโชว์รูมก็มีกิจกรรมหนุกๆ  ให้ได้ร่วมทำ ที่สำคัญมันฟรี  ไอ้เราก็เลยเพลิดเพลินกับโชว์รูมโตต้า นี่นานไปหน่อย 
    ถัดมาก็เป็นห้างที่จำลองบรรยากาศของฝั่งยุโรปเอาไว้  อัดแน่นไปด้วยร้านรวงกับบรรยากาศยุโรปยุโร๊ป  ไม่ว่าจะเป็นน้ำพุหรือสถาปัตยกรรม รวมถึงการจำลองท้องฟ้ามาใส่ไว้ในห้าง   สำหรับใครที่เคยไปเซ็นทรัลปิ่นเกล้า  บริเวณชั้นบน อันนั้นก็คงธรรมดาเมื่อเทียบกับที่นี้   ภายในห้างนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์รถเก่าสุดคลาสิคไว้ให้ชมกันอีกเพียบ  แจ๋วจริงเลย   
    หลังจากที่เดินกันจนเหนื่อยแล้ว  ก็กะไว้ว่าจะไปเล่นชิงช้าที่สูงและคาดว่าน่าจะสวยเสียด้วย แต่น่าเสียดาย   ไม่ได้ขึ้น   เพราะว่าท้องเริ่มหิว  แล้วยังมีอีกหลายที่ที่น่าจะเดินไม่ว่าจะเป็นศูนย์รวมเครื่องเล่นของเซก้า และพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ของโซนี่  อันนี้ไม่ได้เข้าไปเพราะเรามั่วแต่ไปดินเนอร์ กับสเต็กบรรยากาศสุดหรู  ที่สามารถชมวิวเรนโบว์บริดจ์ยามค่ำคืนแค่นี้ ก็อิ่มหมีพลีมัน สนุกสนานไปอีกวันที่โอไดบะ
 
 
   และหลังจากไปโอไดบะ อีกไม่กี่วันเราก็มารวมพลกับเพื่อน แก็งค์วายซีบอย  ที่มิซาโนะกุจิเพื่อต้อนรับ จารย์สันติ  ซึ่งเดินทางมาเยี่ยมเยียนและสอบถามสารทุกข์สุขดิบ เดิมที่ว่าจะรีบไป แต่เราเองก็ไม่ว่าจะเจอกันที่ไหนกี่โมงเพราะไม่มีใครโทรบอก  ก็งง  เลยกะว่าไม่ไป แต่จนแล้วจนรอดตาไก่ก็โทรตาม ก็เริ่มเดินทางเกือบเที่ยง ๆไปถึงมิซาโนะกุจิก็เกือบบ่ายสอง  ไปถึงด้วยความหิวหวัดีจารย์แล้วก็สัดข้าวเลยไม่ได้คุย ปล่อยให้คนอยากคุยเขาคุยไป ไอ้เราก็นั่งเล่นกับเอกมิกซ์ โจ้อีกโต๊ะ  ก็คุยอำกันไปเรื่อยเปื่อย  จาร์ยก็สอบถามสาระทุกข์สุกดิบตามสภาพ แต่ด้วยความชิลชิลก็ไม่มีไรมากมาย ก็ได้คุยได้ขำกับอาจารย์ซักพัก   เราก็เลยชวนเอกกับเพื่อนๆ คนอื่นๆ ไปต่อคาราโอเกะกัน เพราะได้ข่าวมาว่าถูก  ทุกคนก็เห็นด้วย เอ้าไปก็ไป   เดิมทีโจ้กะว่าจะไปเลี้ยงอำลาเพื่อนเกาหลี กับตาเบิร์ด ซึ่งรายหลังนั้นกว่าจะมาเกือบจะกลับบ้านกันหมดแล้ว    เมื่อเราไปถึงคาราโอเกะได้ซักพักตาป้อมก็ตามมาสมทบ ซึ่งเดิมทีมันจะไม่มาแล้วมันก็มา   เหอๆ  
 
คาราโอเกะก็หนุกหนานเมามันส์ตามวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่ต้องขับกล่อม ผลักกันร้องผลัดกันดำน้ำ คนที่จะพลิ้วที่สุดเห็นทีคงไม่พ้น เอก ที่พลิ้วเกือบทุกเพลง   อิ่มหน่ำมันส์ตี๊บเกือบสองชั่วโมง  โดยงานนี้มีน้องใหม่  ก็คือตุ้มเม้ง   ซึ่งก็เคยเห็นหน้าค่าตากันมาแล้ว เพราะว่าเป็นเพื่อนของเอ็กซ์ แล้วก็เคยทำงานที่เดียวกับตามั้ม  เลย ไม่มีอาการตื่นเต้นใด ๆ ทั้งสิ้น 
 
หลังจากเสร็จสิ้นภาระกิจที่คาราเกะเสร็จก็ไปกินอะไรกันต่อนิดหน่อยที่เบลดี้ อิ่มอร่อย ได้เจอเพื่อนฝูง แลกเปลี่ยนข้อมูลกันขำขำ ครบปีแล้วนะเนี้ย พยายามต่อไปอีกสิบเอ็ดเดือน สู้ๆ 
 
 
 

Skitrip

  และแล้วก็ได้ไปเล่นสกีจนได้  เนื่องจากได้ตกลงกับบักโจ้ไว้ตั้งแต่อาทิตย์ก่อนนู้นแล้วว่าจะไปเล่นสกี กัน  โดยเดิมทีตั้งใจจะไปค้างด้วย เพราะมันเป็นช่วงหยุดสามวัน   ซึ่งมีฟุรุจะประสานงานด้านที่พักและทัวร์ให้  แต่จนแล้วจนรอดจากกำหนดเดิมคือวันอาทิตย์ก็เกือบถูกเลื่อนไปเสียแล้ว    ไอ้เราเลยเกิดอารมณ์เซ็ง   จึงไปเดินเล่นกับโจ้ที่ซากุระกิโจ้  เรียกว่าถอดใจกันไปแล้ว เพราะว่าทัวร์หมด  ฟุรุบอกมาอย่างนั้น แผนที่สองก็ ที่วางไว้ นั้นก็คือ ไปสกีทัวร์วันเดียว ซึ่งไอ้ผมเองก็ยังไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนได้แต่นั่งงง  ซึ่งกะว่าจะให้ตาไก่ ผู้เคยไปเล่นเมื่อปีที่แล้วพาไป  
 
  แต่ว่า  จนแล้วจนรอด  ไม่มีใครไป  จึงตัดใจกับโจ้ ว่าจะไปเมากัน  พอไปถึงชินจุกุเที่ยงคืนได้  นั่งกินเบียร์คาราเกะที่ร้านมะละกอ  จนถึงตีห้า  ก็ออกเดินทาง   ซึ่งก็กะว่าไม่ไปแล้ว ด้วยง่วงแล้วก็ชุดไม่พร้อม  แต่ทว่า  เมื่อไปสอบถามรายละเอียดปรากฏว่า สกีทริปวันเดียวก็ยังมี ไปด้วยชินกันเซน   ที่กาลายูซาว่า   ซึ่งแน่นอน เราก็เตรียมตัวลุยกันเลย แต่ทว่า ตอนนั้น ประมาณหกโมง  แต่ตั๋วจะขายเก้าโมง รถออกเก้าโมงสี่สิบสี่   ป้อมก็โทรมา   เราก็เลยลากไปด้วยซะเลย   ซึ่งเป็นการเดินทางฉุกละหุกกันน่าดู  
    สำหรับขั้นตอนการเดินทางนั้นก็ไม่ยากเพียงแค่ไปซื้อตั๋วที่ตู้ของ วิว  ทัวร์ของเจอาร์  เลือกไปเมนูสกีโจ  พร้อมทั้งใส่รายละเอียดวันเดือนปี  ต้นสายปลายทาง ซักพักก็จะเสร็จออกมา  ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวนั้น ถ้าสงสัย ก็จะมพนักงานช่วยอธิบายเป็นอย่างดี    
 
แล้วเมื่อได้ตั๋วมาแล้ว  แน่นอน  เราก็เตรียมตัวเดินทางด้วยการแอ๊คถ่ายภาพน่าชินกันเซนซักหน่อย  ซึ่งสำหรับไอ้เราแล้ว ไม่ใช่ครั้งแรกแล้วหละ  แต่ตาป้อมรุ้สึกจะตื่นเต้นเป็นพิเศษ  55555
   เมื่อได้ขึ้นรถ  ซักพักก็หลับเลย    นั่งกันนานพอดู   ประมาณชั่วโมงกว่า ก็ถึงยูซาว่า  แต่ทว่าเราลงผิด จริง  ๆต้องลงกาลายูซาว่า เป็นอันว่าเราต้องเลทไปเกือบชั่วโมง   จึงไม่รอช้า จัดหาเบนโตะ มารับทานพร้อมพูดคุยเรื่อยเปื่อยเป็นการฆ่าเวลา  
 
จนได้เวลา ขบวนที่ไปกาลา ถัดมามาถึง  จึงอาศัยขึ้นไป  ไม่นานนัก เราก็ถึง กาลา   ซึ่งบรรยากาศ น่าตื่นตา   ก่อนที่จะทำสิ่งอื่นใด ก็วิ่งไปถ่ายรูปกับหิมะที่กำลังตก   สัมผัสกับหิมะ จริงๆ  โอ้ว มันยอดมากเลย
 
 ซักพักเราก็ติดต่อเช่าชุดและอุปกรณ์ในการเล่นสโนว์บอร์ด  ไฮโซปะหละ  ซึ่งทริปนี้รวมพล มือใหม่ทั้งนั้น  เมื่อได้ชุดมาเรียบร้อยเราก็ไปแต่งตัวแล้วก็ เปลี่ยนชุดแบกอุปกรณ์  ไปขึ้นลิฟต์  ซึ่งสองข้างทางที่ลิฟต์ผ่านไปสวยงาม เรียกว่าหุบเขาทั้งแถบขาวโพลนไปด้วยหิมะ  ไอน้ำและเกล็ดน้ำแข็งเกาะลิฟต์ให้บรรยากาศหน้าหนาวได้อย่างดีทีเดียว  เราเองก็ไม่รอช้า ควักกล้องมือถือที่มีแบตเหลืออยู่น้อยนิดมาถ่าย
 
 
เมื่อถึงลานสกี  เรียกว่าตื่นตาตื่นใจเลยทีเดียว เรียกได้ว่า ประทับใจตั้งแต่แรกเห็น ความสวยงามและบรรยากาศ  ผู้คนคราคร่ำแน่นไปด้วยชุดหลากสี มีทั้งเด็ก ผู้หญิง วัยรุ่น ครอบครัว ต่างชาติ มือโปร เพียบ  เราเองก็ไม่รอช้า คว้าอุปกรณ์มาลองใส่ลองขำกันอย่างหนุกหนาน 
 
เมื่อคุ้นเคยกับอุปกรณ์ได้ซักพัก  ก็เริ่มหัดกลิ้งกันแล้ว    เหอ  ล้มกันได้อย่างเมามันเลยทีเดียว  ใครว่ามันง่าย   เหอๆ  หิมะมันแน่นมากเลยล้มไปเนี้ยใช่ว่าไม่เจ็บ   กระเทือนตับ ม้ามและเซี่ยงจี่จุกกันไปเลยซะงั้น    เล่นได้ซักสองรอบ  ก็ปรากฏว่าป้อม เอาหัวปักพื้น  แว่นหัก ลงไปเฝ้า ลานอยู่ข้างล่าง    เหอๆ    เลยลงไปสำรวจ  ก็ปรากฏว่าล้มหัวกระแทกแว่นหัก   แต่ไม่เป็นไรมาก  แค่เล่นต่อไม่ได้  ด้วยฟ้าสงสารหรือสมเพชเยี่ยงไรไม่ทราบ หิมะตกไม่หยุด  ตาป้อมก็เลยเล่นเป็นพระเอกมิวสิคหัวเปียกซะงั้น     ส่วนตาโจ้ก็เมามันกับการเกลื้อกกลิ้ง กับสโนว์บอร์ดต่อไป      ซักพัก ด้วยความอยากเล่น แม้จะขยายด้วยขาที่เจ็บอยู่  กัวจะเดี้ยงหนักก่าเดิม  เลยค่อย ๆ เล่น   
 
และโจ้ก็ได้ชวนขึ้นลิฟต์เพื่อนไปบนยอด  ซึ่งไอ้ลิตฟ์ที่ว่าเนี้ย มันเป็นแค่ที่นั่ง ที่ลากขึ้นไป สูงใช่ย่อยแล้วก็ไม่มีที่เซฟใด ๆ ทั้งสิ้น ตกมาเรียกว่าคอย่นกันได้เลยหละ    พร้อมทั้งไอ้สโนว์บอร์ดที่ติดกับเท้าก็หนักมาก  ความสูงก็กลัว  เหอ  เลยขึ้นไปครั้งเดียวเลย   ไหลๆ  ลงมาเริ่มมันส์ แต่ทว่า เพื่อใจไว้ ก่อน  ไม่อยากล้มมากเด๋วจะระบม   เมื่อได้เวลาสี่โมงกว่า  ๆ ก็เดินทางกลับมาเปลี่ยนชุดคืนอุปกรณ์เข้าโอฟุโร  คนเยอะโคตรๆ   ซึ่งตาป้อมก็ตาเดี้ยง ซึ่งก็ดี  เพราะว่ามันโจ่งครึ้ม เดินกันโทง ๆ ซึ่งไอ้เราก็ชินเพราะเข้าบ่อยแล้ว    แช่น้ำก็สบายตัว นั่งคุยขำกับตาป้อม  5555 ออกมาแต่งตัวกลับ ต่อคิวแถวยาวแย่งกันขึ้นรถไฟ ถึงรถหลับเลย  จนมาถึงอูเอโนะ
 
 
 
แน่นอน  ว่าทำไมต้องแวะอูเอโนะ  เพราะท้องมันหิว  เราตั้งเป้ากันไว้ว่าจะไปกิน ซูชิโฮได  ซึ่งเสียแค่พันห้าสิบเยน  แต่กินซูชิได้ไม่อั้น ซึ่ง รสชาติ ก็อยู่ในระดับธรรมดา ไปจนถึงต้องปรับปรุง  ก็คุ้มราคา  แต่คิวก็ยาวนิดหนึ่ง รวมถึงหน้าต่างๆ  ก็ซูชิก็มีให้เลือก นับว่าก็คุ้มราคา  งานนี้อิ่มพุงแตก  ถึงบ้านหลับเป็นตาย  เป็นอีกทริปที่เรียกได้ว่าสร้างความประทับใจ  และเป็นอีกหนึ่งก้าวที่ได้สัมผัสความเป็นญี่ปุ่นแบบเต็มๆ  งานนี้     
 
ทริปนี้ใช้เงินประมาณ 20000 เยน หรือหกพันบาท   แต่สร้างความประทับใจ   หลายๆ  อย่าง